ธนาคารดูอะไรบ้างในการประเมินสินเชื่อบ้าน?

ไขข้อสงสัยก่อนยื่นกู้ เพื่อให้ผ่านง่าย ไม่มีสะดุด

การซื้อบ้านไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโด โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ซื้อจะต้องใช้การ ขอสินเชื่อจากธนาคาร เข้ามาช่วยในการผ่อนชำระเป็นระยะยาว ซึ่งถือเป็น “ขั้นตอนสำคัญ” ที่ต้องผ่านให้ได้ก่อนจึงจะได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างสมบูรณ์

หลายคนที่กำลังจะยื่นกู้มักสงสัยว่า…

“ธนาคารเค้าดูอะไรบ้าง? เราเงินเดือนเท่านี้จะผ่านไหม?”
“มีหนี้บัตรเครดิตอยู่จะกระทบไหม?”
“ถ้าเป็นฟรีแลนซ์จะมีโอกาสกู้ผ่านหรือเปล่า?”

บทความนี้จะพาไป เจาะลึกว่า “ธนาคารใช้เกณฑ์อะไร” ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อบ้าน และมีอะไรบ้างที่คุณควรเตรียมให้พร้อมเพื่อให้ผ่านได้ง่ายและรวดเร็ว


🏦 ธนาคารประเมินอะไรบ้างในการพิจารณาสินเชื่อบ้าน?

1. รายได้ของผู้กู้ (Income)
  • ดูจากรายได้สุทธิ หลังหักภาระต่าง ๆ แล้ว

  • เงินเดือนประจำ / รายรับประจำ / รายได้จากธุรกิจส่วนตัว

  • เอกสารที่ใช้: สลิปเงินเดือน, หนังสือรับรองเงินเดือน, Statement ย้อนหลัง 6 เดือน

  • กรณีอาชีพอิสระ: ต้องแสดงหลักฐานรายรับที่สม่ำเสมอ เช่น บัญชีรายรับ, บิล/ใบกำกับภาษี

✅ ธนาคารส่วนใหญ่อนุมัติวงเงินโดยคิดไม่เกิน 40–50% ของรายได้รวมต่อเดือนเป็นค่างวดผ่อนบ้าน


2. ภาระหนี้สินปัจจุบัน (Debt Obligation)
  • หนี้ที่มีอยู่แล้ว เช่น หนี้บัตรเครดิต, ผ่อนรถ, ผ่อนสินเชื่อส่วนบุคคล

  • หากมีหนี้มากอยู่แล้ว อาจถูกพิจารณาให้วงเงินน้อยลง หรือไม่อนุมัติ

  • ธนาคารจะตรวจสอบจากเครดิตบูโร และรายการเดินบัญชี

⚠️ ข้อนี้มักเป็น “สาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้กู้ไม่ผ่าน” เพราะรายได้อาจพอ แต่ภาระหนี้เดิมหนักเกินไป


3. เครดิตบูโร (Credit Score)
  • ธนาคารจะเช็คว่า คุณมีประวัติการชำระหนี้อย่างไร

  • หากเคยค้างชำระ ล่าช้า หรือติดแบล็กลิสต์ในอดีต อาจส่งผลให้ถูกปฏิเสธ

  • แต่หากชำระดี มีวินัยในการจ่าย → คะแนนเครดิตดี → เพิ่มโอกาสผ่าน

📌 ควรตรวจสอบเครดิตบูโรของตัวเองล่วงหน้า (มีบริการเช็กออนไลน์) และเคลียร์หนี้ค้างให้เรียบร้อยก่อนยื่นกู้


4. มูลค่าหลักประกัน (บ้านหรือคอนโดที่จะซื้อ)
  • ธนาคารจะประเมินราคาบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญ (Appraiser) ว่าตรงตามราคาขายจริงหรือไม่

  • ส่วนใหญ่อนุมัติวงเงินตาม มูลค่าประเมิน ไม่ใช่ราคาหน้าสัญญา

  • เช่น บ้านราคาขาย 3 ล้าน แต่มูลค่าประเมิน 2.7 ล้าน → อาจได้วงเงินไม่เต็ม

🏠 ควรสอบถามโครงการว่ามีการประเมินราคาจากธนาคารไหนบ้าง หรือใช้ราคาประเมินกรมที่ดินประกอบ


5. อายุผู้กู้
  • อายุผู้กู้ + ระยะเวลากู้ ไม่ควรเกิน 60–70 ปี (ขึ้นอยู่กับนโยบายธนาคาร)

  • เช่น หากคุณอายุ 45 ปี อาจกู้ได้ไม่เกิน 20–25 ปี

  • ผู้กู้อายุน้อยมีข้อได้เปรียบด้าน “ผ่อนระยะยาว → ค่างวดต่ำ”

🧑‍🤝‍🧑 หากอายุเกิน อาจใช้ “กู้ร่วม” กับบุตรหลาน เพื่อขยายระยะเวลาและเพิ่มวงเงินได้


6. การทำงานและสถานภาพอาชีพ
  • พนักงานประจำ = มีรายได้แน่นอน → ธนาคารให้ความมั่นใจ

  • เจ้าของกิจการ หรือฟรีแลนซ์ = ต้องมีเอกสารยืนยันรายได้แนบ เช่น ทะเบียนการค้า, รายรับบัญชีบริษัท

  • การมีงานมั่นคงในองค์กรขนาดใหญ่หรือราชการ มักเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน


7. จำนวนเงินดาวน์ที่มี
  • ยิ่งคุณมีเงินดาวน์มาก (เช่น 20–30%) ธนาคารยิ่งมั่นใจในความสามารถในการผ่อนของคุณ

  • หากต้องการวงเงินกู้สูง (ใกล้ 100%) แต่ไม่มีเงินดาวน์เลย → โอกาสเสี่ยงที่จะไม่ผ่านสูงขึ้น

💡 แนะนำเตรียมเงินดาวน์ขั้นต่ำอย่างน้อย 10–20% เพื่อความมั่นใจในการอนุมัติ


✍️ เอกสารที่ควรเตรียมให้พร้อม

ผู้มีรายได้ประจำ ผู้ประกอบการ / อาชีพอิสระ
สำเนาบัตรประชาชน / ทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน / ทะเบียนบ้าน
สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3–6 เดือน ทะเบียนพาณิชย์ หรือ Statement ธุรกิจ
หนังสือรับรองเงินเดือน รายงานบัญชีรับ–จ่าย หรือใบกำกับภาษี
Statement ย้อนหลัง 6 เดือน Statement ย้อนหลัง 12 เดือน
สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย

✅ สรุป: อยากให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อบ้าน “ต้องเตรียมให้ครบ 3 ด้าน”

  1. รายได้ชัดเจน – มีความมั่นคง

  2. ภาระหนี้ไม่หนัก – เครดิตดี

  3. เอกสารครบ – บ้านผ่านการประเมิน

การเตรียมความพร้อมก่อนยื่นกู้ไม่เพียงช่วยให้คุณผ่านง่ายขึ้น แต่ยังช่วยให้ได้วงเงินที่เหมาะสม และผ่อนสบายในระยะยาว
หากคุณวางแผนไว้ล่วงหน้า มีวินัยทางการเงิน และเลือกโครงการบ้านที่เหมาะกับกำลังผ่อนจริง ธนาคารก็พร้อมเปิดโอกาสให้คุณได้มีบ้านในฝันไม่ยากเลยครับ

สนใจสร้างบ้านในพื้นที่จังหวัดกระบี่ติดต่อเรา : www.chinavong.com